เปรียบเทียบค่าเทอมปริญญาโท UK vs US 2026 สำหรับคนไทย
สำหรับนักศึกษาไทยที่วางแผนศึกษาต่อระดับปริญญาโทในปี 2026 สหราชอาณาจักร (UK) และสหรัฐอเมริกา (US) ยังคงเป็นสองจุดหมายปลายทางยอดนิยม แต่ค่าเทอมและค่าครองชีพที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญอาจเป็นปัจจัยชี้ขาด บทความนี้นำเสนอการเปรียบเทียบเชิงลึกโดยอ้างอิงข้อมูลปี 2026 เพื่อให้ผู้อ่านสามารถวางแผนงบประมาณได้อย่างแม่นยำ
ภาพรวมค่าเทอมปริญญาโท UK vs US ปี 2026
ค่าเทอมปริญญาโทใน UK ปี 2026 สำหรับนักศึกษาต่างชาติ (รวมคนไทย) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3-5% จากปี 2025 โดยมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Russell Group เช่น University of Oxford, University of Cambridge, Imperial College London และ London School of Economics and Political Science (LSE) จะมีค่าเทอมสูงที่สุด โดยเฉพาะหลักสูตรทางธุรกิจ วิศวกรรม และแพทยศาสตร์
สำหรับหลักสูตร MSc Finance ที่ LSE ค่าเทอมปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 42,000-45,000 ปอนด์ต่อปี ขณะที่ University of Edinburgh หลักสูตร MSc Data Science อยู่ที่ประมาณ 32,000-35,000 ปอนด์ต่อปี ส่วน University of Manchester หลักสูตร MSc Management อยู่ที่ประมาณ 28,000-31,000 ปอนด์ต่อปี
ในฝั่ง US ค่าเทอมปริญญาโทปี 2026 สำหรับนักศึกษาต่างชาติมีความแตกต่างกันมากขึ้นตามประเภทของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย Ivy League เช่น Columbia University, Harvard University, University of Pennsylvania มีค่าเทอมต่อปีสูงถึง 55,000-70,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับหลักสูตรทั่วไป ขณะที่มหาวิทยาลัยรัฐ (Public Universities) เช่น University of Michigan Ann Arbor, University of California Los Angeles (UCLA) หรือ University of Texas at Austin มีค่าเทอมสำหรับนักศึกษาต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 30,000-45,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี
เมื่อเปรียบเทียบเป็นสกุลเงินบาท (สมมติอัตราแลกเปลี่ยนปี 2026: 1 ปอนด์ = 45 บาท, 1 ดอลลาร์สหรัฐ = 36 บาท) ค่าเทอม UK จะอยู่ที่ประมาณ 1,260,000-2,025,000 บาทต่อปี ส่วน US จะอยู่ที่ประมาณ 1,080,000-2,520,000 บาทต่อปี

ความแตกต่างของระยะเวลาเรียนและผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายรวม
ระยะเวลาเรียนปริญญาโทใน UK โดยทั่วไปจะสั้นกว่าใน US อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายรวมตลอดหลักสูตร
ใน UK หลักสูตรปริญญาโทส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียนเพียง 1 ปี (12 เดือน) แบบเต็มเวลา โดยเฉพาะหลักสูตร taught master’s เช่น MA, MSc, MBA (แบบเร่งรัด) และ LLM ข้อยกเว้นคือหลักสูตร research master’s หรือ MRes ที่อาจใช้เวลา 2 ปี แต่พบได้น้อยกว่า
ในทางกลับกัน US มีหลักสูตรปริญญาโทที่ใช้เวลาเฉลี่ย 2 ปี (18-24 เดือน) สำหรับหลักสูตรมาตรฐาน แม้จะมีหลักสูตรเร่งรัด 1 ปีในบางสาขา เช่น MBA (บางแห่ง) หรือ Master of Engineering แต่ก็ยังไม่แพร่หลายเท่า UK
เมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายรวมตลอดหลักสูตร (ค่าเทอม + ค่าครองชีพ) ความแตกต่างของระยะเวลามีผลอย่างมาก ยกตัวอย่างหลักสูตร MBA: ที่ London Business School (UK) ค่าเทอม 1 ปีประมาณ 48,000 ปอนด์ รวมค่าครองชีพในลอนดอนประมาณ 18,000 ปอนด์ต่อปี รวมค่าใช้จ่ายทั้งหลักสูตรประมาณ 66,000 ปอนด์ หรือประมาณ 2,970,000 บาท ขณะที่ Harvard Business School (US) ค่าเทอม 2 ปีประมาณ 75,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี รวมค่าครองชีพในบอสตันประมาณ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี รวมค่าใช้จ่ายทั้งหลักสูตรประมาณ 190,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,840,000 บาท
ดังนั้น แม้ว่าค่าเทอมต่อปีของ UK อาจดูสูงกว่า US ในบางกรณี แต่เมื่อคิดค่าใช้จ่ายรวมตลอดหลักสูตร UK มักจะประหยัดกว่า เนื่องจากระยะเวลาเรียนสั้นกว่าถึงครึ่งหนึ่ง
ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายแฝงที่คนไทยต้องรู้
ค่าครองชีพใน UK และ US แตกต่างกันอย่างมากตามเมืองที่ตั้งของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่คนไทยควรพิจารณาอย่างรอบคอบ
ใน UK เมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดคือลอนดอน โดยเฉพาะค่าเช่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนสำหรับนักศึกษาในลอนดอนปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 1,300-1,800 ปอนด์ต่อเดือน (ประมาณ 58,500-81,000 บาท) ขณะที่เมืองอื่น เช่น แมนเชสเตอร์ เบอร์มิงแฮม กลาสโกว์ หรือเอดินบะระ มีค่าครองชีพต่ำกว่า อยู่ที่ประมาณ 900-1,200 ปอนด์ต่อเดือน (ประมาณ 40,500-54,000 บาท)
ใน US ค่าครองชีพสูงที่สุดในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก ซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส และบอสตัน โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนสำหรับนักศึกษาในนิวยอร์กซิตี้ปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 72,000-108,000 บาท) ขณะที่เมืองขนาดกลาง เช่น ชิคาโก แอตแลนตา ฮูสตัน หรือเดนเวอร์ มีค่าครองชีพอยู่ที่ประมาณ 1,200-1,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ประมาณ 43,200-64,800 บาท)
ค่าใช้จ่ายแฝงที่คนไทยมักมองข้าม ได้แก่ ค่าประกันสุขภาพ ใน UK นักศึกษาต่างชาติที่เรียนเกิน 6 เดือนจะต้องจ่าย Immigration Health Surcharge (IHS) ซึ่งในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 776 ปอนด์ต่อปี (ประมาณ 34,920 บาท) ทำให้สามารถใช้บริการ NHS ได้ ใน US ค่าประกันสุขภาพภาคบังคับของมหาวิทยาลัยมีราคาตั้งแต่ 1,500-4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 54,000-144,000 บาท) ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยและแผนประกัน
นอกจากนี้ ค่าเดินทางระหว่างประเทศ ค่าวีซ่า (UK Student Visa ประมาณ 490 ปอนด์, US F-1 Visa ประมาณ 160 ดอลลาร์สหรัฐ + ค่า SEVIS ประมาณ 350 ดอลลาร์สหรัฐ) และค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่น ๆ ก็ควรนำมาคำนวณในงบประมาณรวมด้วย
แนวโน้มทุนการศึกษาและโอกาสลดค่าใช้จ่าย
ทั้ง UK และ US มีทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติ แต่จำนวนและเงื่อนไขแตกต่างกัน ซึ่งคนไทยควรศึกษาข้อมูลล่วงหน้าอย่างน้อย 6-12 เดือนก่อนสมัคร
ใน UK ทุนการศึกษาที่โดดเด่นสำหรับคนไทย ได้แก่ Chevening Scholarship (รัฐบาล UK), Commonwealth Scholarship (สำหรับประเทศเครือจักรภพ รวมถึงไทย), GREAT Scholarship (ทุนร่วมระหว่างรัฐบาล UK และมหาวิทยาลัย) และทุนจากมหาวิทยาลัยโดยตรง เช่น Oxford-Weidenfeld and Hoffmann Scholarship, Cambridge Trust Scholarship เป็นต้น ทุนเหล่านี้มักครอบคลุมค่าเทอมเต็มจำนวนหรือบางส่วน รวมถึงค่าครองชีพและค่าเดินทาง
ใน US ทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติมีน้อยกว่าใน UK และมักเป็นทุนแบบ need-based หรือ merit-based จากมหาวิทยาลัยโดยตรง เช่น Harvard University มีทุนครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับนักศึกษาที่มีฐานะทางการเงินจำกัด (need-blind admission เฉพาะบางหลักสูตร) ขณะที่ Stanford University มี Knight-Hennessy Scholars Program สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทุกสาขา นอกจากนี้ยังมีทุนจากองค์กรเอกชน เช่น Fulbright Scholarship (รัฐบาลสหรัฐฯ) แต่มีการแข่งขันสูงมาก
แนวโน้มปี 2026 มหาวิทยาลัยใน UK หลายแห่งเพิ่มทุนสำหรับนักศึกษาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยเฉพาะหลักสูตร STEM และ Business ขณะที่ US ยังคงเน้นทุนแบบ merit-based สำหรับนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเด่นหรือมีประสบการณ์ทำงานโดดเด่น
สำหรับคนไทยที่ต้องการลดค่าใช้จ่าย การทำงานพาร์ทไทม์ระหว่างเรียนเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ใน UK นักศึกษาต่างชาติสามารถทำงานได้สูงสุด 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงเปิดเทอม และเต็มเวลาในช่วงปิดเทอม ส่วนใน US นักศึกษาถือวีซ่า F-1 สามารถทำงานในมหาวิทยาลัย (on-campus) ได้สูงสุด 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงเปิดเทอม และเต็มเวลาในช่วงปิดเทอม แต่การทำงานนอกมหาวิทยาลัย (off-campus) ต้องได้รับอนุญาตพิเศษ เช่น OPT หรือ CPT
การวางแผนการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนที่คนไทยต้องติดตาม
อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับปอนด์และดอลลาร์สหรัฐมีผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายจริงของคนไทย ซึ่งในปี 2026 มีแนวโน้มผันผวนตามปัจจัยเศรษฐกิจโลก
ค่าเงินบาทในปี 2026 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 44-47 บาทต่อปอนด์ และ 35-38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรหลัง Brexit
กลยุทธ์การวางแผนการเงินที่แนะนำสำหรับคนไทย ได้แก่ การเปิดบัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน การโอนเงินผ่านบริการโอนเงินระหว่างประเทศที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ เช่น Wise หรือ Revolut และการเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
นอกจากนี้ ควรตรวจสอบค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับวีซ่าและการเดินทาง เช่น ค่าวีซ่า UK Student Visa ที่ต้องยื่นขอผ่านศูนย์ VFS Global ในประเทศไทย ค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพ และค่าใช้จ่ายในการยื่นขอวีซ่าสหรัฐฯ ผ่านสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย
การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายรวมระหว่าง UK และ US สำหรับคนไทยในปี 2026 สรุปได้ดังนี้ UK มีข้อได้เปรียบด้านระยะเวลาเรียนที่สั้นกว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมตลอดหลักสูตรต่ำกว่า โดยเฉพาะในเมืองที่ไม่ใช่ลอนดอน ขณะที่ US มีข้อได้เปรียบด้านความหลากหลายของมหาวิทยาลัยและโอกาสในการทำงานหลังเรียนจบ (OPT นานสูงสุด 3 ปีสำหรับสาขา STEM) แต่มีค่าใช้จ่ายรวมสูงกว่า โดยเฉพาะในเมืองใหญ่
FAQ
Q1: ค่าเทอมปริญญาโท UK ปี 2026 สำหรับคนไทยแพงกว่า US หรือไม่?
A1: ค่าเทอมต่อปีของ UK โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 28,000-45,000 ปอนด์ (1,260,000-2,025,000 บาท) ส่วน US อยู่ที่ 30,000-70,000 ดอลลาร์สหรัฐ (1,080,000-2,520,000 บาท) แต่เมื่อคิดระยะเวลาเรียน UK ใช้เวลา 1 ปี ส่วน US ใช้เวลา 2 ปี ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมตลอดหลักสูตรของ UK มักถูกกว่า US ถึง 30-50%
Q2: ค่าครองชีพใน UK กับ US ต่างกันมากแค่ไหนสำหรับนักศึกษาไทยปี 2026?
A2: ค่าครองชีพใน UK ลอนดอนอยู่ที่ประมาณ 1,300-1,800 ปอนด์ต่อเดือน (58,500-81,000 บาท) ส่วนเมืองอื่น 900-1,200 ปอนด์ (40,500-54,000 บาท) ใน US นิวยอร์ก/ซานฟรานซิสโกอยู่ที่ 2,000-3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (72,000-108,000 บาท) ส่วนเมืองอื่น 1,200-1,800 ดอลลาร์สหรัฐ (43,200-64,800 บาท) UK โดยรวมถูกกว่า US ประมาณ 15-25%
Q3: ทุนการศึกษาสำหรับคนไทยใน UK และ US ปี 2026 มีโอกาสได้รับมากน้อยแค่ไหน?
A3: UK มีทุน Chevening, Commonwealth, GREAT และทุนมหาวิทยาลัย ซึ่งมีอัตราการได้รับประมาณ 5-10% ของผู้สมัครทั้งหมด ส่วน US มีทุน Fulbright และทุนมหาวิทยาลัย ซึ่งมีการแข่งขันสูงกว่า โดยอัตราการได้รับประมาณ 2-5% อย่างไรก็ตาม จำนวนทุนสำหรับนักศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใน UK เพิ่มขึ้น 15-20% ในปี 2026 เมื่อเทียบกับปี 2024
参考资料
- Higher Education Statistics Agency (HESA) 2026 Report on International Student Tuition Fees in the UK
- College Board 2026 Trends in College Pricing and Student Aid Report (US)
- UK Home Office 2026 Immigration Health Surcharge and Student Visa Fee Schedule
- US Department of State 2026 SEVIS and F-1 Visa Fee Structure
- British Council Thailand 2026 Scholarship Guide for Thai Students